Category Archives: สาระความรู้

เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จับมือจุฬาลงกรณ์ฯ ผลักดันโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย ต่อยอดสู่ GREATER PROMETA L34

“เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า” จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลักดันโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพแบรนด์ “GREATER PROMETA L34 (เกร๊ทเตอร์ โพรเมทา แอล34)” เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการสู่นวัตกรรมสุขภาพ ดูแลสุขภาวะของคนไทยทุกคน

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 มีพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยด้านโพรไบโอติกระหว่างศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub)กับบริษัทโรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติกเชื้อผสมจากเชื้อสายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทย สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ “GREATER PROMETA L34 (เกร๊ทเตอร์ โพรเมทา แอล34)” ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญ ของการนำผลงานวิจัยไทยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารจามจุรีสแควร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยมี ศาสตราจารย์นายแพทย์รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.สมหญิง ธัมวาสร หัวหน้าโครงการวิจัย ภก.เชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ และคุณชนวิน เต็งอำนวย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่ม บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยาน ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี โพรไบโอติกเชื้อผสมที่ประกอบด้วย Lacticaseibacillus rhamnosus L34, Lacticaseibacillus paracasei L45 และ Bifidobacterium bifidum NB42 ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจากผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และมีศักยภาพในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพด้านเมแทบอลิซึม อาทิ ภาวะน้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันในเลือดสูง และภาวะไขมันพอกตับ โดยผลการศึกษาระดับก่อนคลินิกพบว่า สูตรโพรไบโอติกดังกล่าวสามารถช่วยลดการสะสมของไขมัน ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงลดการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึมในสัตว์ทดลอง

ภก.เชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ กลุ่ม บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมในการต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าวสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้แบรนด์ “GREATER PROMETA L34 (เกร๊ทเตอร์ โพรเมทา แอล34)” โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐานจากผลงานวิจัยของคนไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพไทยในตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งในโอกาสอันใกล้ที่เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จะครบรอบ 60 ปี ในปีหน้า จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่เกิดความร่วมมือนี้เพื่อการขยายอุตสาหกรรมด้านสุขภาพเพื่อคนไทยและขยายสู่ตลาดต่างประเทศส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย

“ผมคิดว่าความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยใช้การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานวิจัย และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน”

ศาสตราจารย์นายแพทย์รังสรรค์ กล่าวว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากนักวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.สมหญิง หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า จุดเด่นของงานวิจัย คือการใช้เชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยมาพัฒนาเป็นโพรไบโอติกเชื้อผสม ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และสนับสนุนสุขภาพด้านเมแทบอลิซึม การที่ผลงานวิจัยได้รับการถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ

GREATER PROMETA L34 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ ร้านขายยาทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ www.greaterpharma.com

พิเศษ! โปรโมชั่นราคาพิเศษเฉพาะทางออนไลน์ และร่วมพบกับกิจกรรมโรดโชว์แนะนำผลิตภัณฑ์พร้อมข้อเสนอสุดคุ้ม ณ โรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายการตลาด บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด
โทร: 02-886-8190-9
เว็บไซต์: www.greaterpharma.com

เจ็บคอเหมือนโดนมีดบาด เลือก ยาอมแก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ ยังไงดี

อาการเจ็บคอเนี่ย เป็นอะไรที่น่ารำคาญอันดับต้นๆ ของชีวิตเลยว่าไหมครับ? จะกลืนน้ำลายทีก็สะดุ้ง จะพูดคุยกับใครก็เสียงแหบแห้ง แถมบางทีพ่วงมาด้วยความรู้สึกเหมือนมีอะไรเหนียวๆ ติดอยู่ที่โคนคอ พยายามจะกระแอมก็ไม่ออก กลายเป็นอาการ เจ็บคอพ่วงเสมหะ ที่ทำเอาเสียบุคลิกไปหมด

หลายคนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางออนไลน์ หรือร้านยา แล้วหยิบ “ยาอม” มาเคี้ยวเหมือนขนม แต่เอ๊ะ! ทำไมอมไปหลายเม็ดแล้วยังไม่หายเจ็บซะที? นั่นเป็นเพราะเราอาจจะยังเลือกยาอมแก้เจ็บคอ ไม่ถูกกับ “ต้นเหตุ” ของอาการครับ วันนี้ผมเลยจะมาไกด์ให้แบบละเอียดฉบับเพื่อนสนิท ว่ายาอมแบบไหนที่ช่วยแก้เจ็บคอจริงๆ และแบบไหนที่ช่วยละลายเสมหะให้คอโล่ง จะได้ไม่ต้องเสียตังค์ฟรีครับ

ทำไมเราถึง “เจ็บคอ” และ “มีเสมหะ” ไปพร้อมกัน?

ปกติแล้ว อาการเจ็บคอส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-90%) เกิดจากเชื้อไวรัสครับ เช่น ไข้หวัดทั่วไป หรือการใช้เสียงเยอะเกินไปจนคออักเสบ แต่ความพีคคือเมื่อคอเราอักเสบ ร่างกายจะพยายามสร้าง “เมือก” หรือ เสมหะ ออกมาเพื่อเคลือบและปกป้องเยื่อบุผิวที่กำลังบาดเจ็บ

แต่เจ้าเมือกนี้แหละครับ พอมันเยอะเกินไปหรือข้นเกินไป มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราระคายเคืองคอมากขึ้น จนต้องไอระคายเคืองอยู่ตลอดเวลา การหา ยาแก้เจ็บคอ หรือเม็ดยาแบบอม ที่มีตัวยาจริงๆ จึงสำคัญกว่าการอมลูกอมสมุนไพรทั่วไปครับ

เจาะลึก! ประเภทของยาอม (เลือกให้ถูกคอ หายไวแน่นอน)

ในท้องตลาดบ้านเรา ยาอม ยาแก้เจ็บคอ ไม่ได้มีแค่แบบเดียวนะครับ เราแบ่งกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามตัวยาที่ผสมอยู่ ดังนี้ครับ:

1. ยาอมกลุ่มฆ่าเชื้อ (Antiseptics)

ตัวนี้คือกลุ่มยอดฮิตที่หาซื้อง่ายที่สุด หน้าที่ของมันคือไปทำลายเชื้อโรคที่อยู่บริเวณผิวสัมผัสของลำคอ

  • ตัวยาที่ต้องมองหา: Dichlorobenzyl alcohol, Amylmetacresol หรือ Cetylpyridinium chloride
  • เหมาะสำหรับ: อาการเจ็บคอเริ่มแรก รู้สึกระคายเคืองเหมือนจะมีไข้ หรือเริ่มมีอาการอักเสบเบาๆ

2. ยาอมกลุ่มยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthetics)

ใครที่เจ็บคอหนักมากจนกลืนข้าวไม่ลง ต้องตัวนี้เลยครับ มันจะมีส่วนผสมที่ทำให้คอเรา “ชา” ชั่วขณะ ช่วยตัดวงจรความเจ็บปวดได้ดีมาก

  • ตัวยาที่ต้องมองหา: Lidocaine หรือ Benzocaine
  • เหมาะสำหรับ: เจ็บคอมากจนรบกวนการใช้ชีวิต กินอะไรไม่ได้

3. ยาอมกลุ่มลดการอักเสบ (NSAIDs)

อันนี้ถือเป็น “ตัวตึง” ในวงการยาอมครับ เพราะมันไม่ได้แค่เคลือบคอ แต่มันซึมเข้าไปลดอาการ “บวม แดง เจ็บ” ของเนื้อเยื่อในลำคอจริงๆ

  • ตัวยาที่ต้องมองหา: Flurbiprofen (ตัวนี้แนะนำว่าควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้นะครับ)
  • เหมาะสำหรับ: คออักเสบแดง เจ็บลึกๆ เวลาหายใจหรือกลืนน้ำลาย

4. ยาอมที่มีฤทธิ์ละลายเสมหะ (Mucolytics)

อันนี้แหละครับคือคีย์เวิร์ดของเรา ยาอม ยาแก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ บางยี่ห้อจะผสมตัวยาที่ช่วยตัดพันธะของเสมหะให้เหลวลง

  • ตัวยาที่ต้องมองหา: Ambroxol (เอ็มบรอกซอล) ยาตัวนี้ไม่ได้มีแค่แบบน้ำหรือแบบเม็ดนะ แบบ “ยาอม” ก็มีครับ ซึ่งช่วยให้ตัวยาไปสัมผัสที่คอโดยตรง
  • เหมาะสำหรับ: เจ็บคอร่วมกับรู้สึกมีเสมหะเหนียวติดคอ ขับไม่ออก

ยาอมแก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ

อมยาอย่างไรให้ได้ผลสูงสุด? ไม่ใช่แค่เคี้ยวๆ กลืนๆ

หลายคนทำผิดครับ! พอแกะซองมาได้ก็เคี้ยวกรุบกรับแล้วกลืนทันที แบบนั้นตัวยาจะสัมผัสคอเราแค่แว่บเดียวครับ วิธีที่ถูกต้องคือ:

  • ปล่อยให้ละลายช้าๆ: อมไว้ในปาก ปล่อยให้มันละลายไปเอง เพื่อให้ตัวยากระจายตัวและเคลือบผิวลำคอให้นานที่สุด
  • อย่าดื่มน้ำตามทันที: หลังจากยาอมละลายหมดแล้ว อย่าเพิ่งรีบซัดน้ำอุ่นตามครับ เว้นช่วงสัก 15-30 นาที เพื่อให้ตัวยาที่เคลือบคออยู่ได้ทำงานอย่างเต็มที่
  • อ่านฉลากเรื่องความถี่: ยาอมบางตัว (โดยเฉพาะกลุ่มลดการอักเสบ) ห้ามอมบ่อยเกินไป เช่น ทุก 3-6 ชั่วโมง เพราะอาจจะได้รับยาเกินขนาดครับ

3 วิธีเสริม ช่วยละลายเสมหะและแก้เจ็บคอแบบคูณสอง

นอกจากจะพึ่ง ยาแก้เจ็บคอ หรือยาอมละลายเสมหะ แล้ว การดูแลตัวเองหน้างานก็สำคัญมากครับ

  • น้ำอุ่นคือเพื่อนแท้: การดื่มน้ำอุ่นช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณที่อักเสบได้ดีขึ้น และช่วยให้เสมหะไม่ข้นเหนียวจนเกินไป
  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ: ลองผสมเกลือป่นเล็กน้อยกับน้ำอุ่น กลั้วคอแรงๆ ให้ถึงโคนคอ วิธีนี้ช่วยดึงน้ำออกจากเนื้อเยื่อที่บวมและช่วยชะล้างเสมหะได้ดีอย่างเหลือเชื่อ
  • เลี่ยงของทอดและของหวาน: น้ำตาลและน้ำมันคือตัวกระตุ้นการสร้างเสมหะชั้นดีเลยครับ ช่วงเจ็บคอขอให้งดก่อน เพื่อให้ยาอมที่เรากินเข้าไปทำงานได้ง่ายขึ้น

ข้อควรระวัง: อย่ามองข้ามความปลอดภัย

  • ระวังน้ำตาล: ถ้าคุณเป็นเบาหวาน หรือกำลังคุมน้ำหนัก ให้เลือกยาอมสูตร Sugar-free นะครับ เดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะมาก รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน
  • อาการที่ไม่ควรอมยาต่อแต่ต้องไปหาหมอ: ถ้าเจ็บคอร่วมกับมีไข้สูง, มีจุดหนองสีขาวที่ต่อมทอนซิล, หรือเจ็บคอติดต่อกันเกิน 7 วันโดยไม่มีทีท่าจะดีขึ้น อันนี้อาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องใช้ “ยาปฏิชีวนะ” (Antibiotics) แบบกินแทนครับ

การเลือก ยาแก้เจ็บคอ ยาอมละลายเสมหะ ไม่ใช่เรื่องยากครับ แค่เราต้องสังเกตตัวเองก่อนว่า “เจ็บแบบไหน” และ “มีเสมหะด้วยไหม” ถ้ามีเสมหะเหนียวข้น อย่าลืมมองหายาอมที่มีส่วนผสมของตัวยาละลายเสมหะโดยตรง จะช่วยให้คุณกลับมาโล่งคอได้ไวกว่าการอมลูกอมสมุนไพรทั่วไปเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายนี้ อย่าลืมพักผ่อนเยอะๆ และงดใช้เสียงชั่วคราวนะครับ สุขภาพคอดี เสียงใสๆ จะได้กลับมาอยู่กับเราไวๆ

ยาแก้ท้องเสีย คาร์บอน Activated Charcoal ช่วยได้จริงไหม กินยังไงให้ถูกต้อง

สารภาพมาซะดีๆ ครับ ใครเคยมีประสบการณ์ “ข้าศึกบุก” แบบกะทันหันบ้าง? กำลังเดินห้างเพลินๆ หรือนั่งประชุมเครียดๆ อยู่ดีๆ ท้องก็ร้องโครกคราก บิดจนตัวงอ แล้วต้องใส่เกียร์หมาวิ่งหาห้องน้ำให้ไวที่สุด อาการท้องเสียนี่บอกเลยว่า “ไม่เลือกเวลาเกิด” จริงๆ ครับ

พอถ่ายเสร็จ สิ่งแรกที่เรามักจะทำ (หลังจากล้างมือ) คือการควานหา ยาแก้ท้องเสีย คาร์บอน Activated Charcoal เม็ดดำๆ มากินทันที เพราะเชื่อกันว่ามันคือ “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ต้องมีติดตัวไว้ แต่รู้ไหมครับว่ายาเม็ดสีดำๆ นี้มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด วันนี้ผมจะมาแชร์แบบหมดเปลือก สไตล์เพื่อนคุยกันว่ามันช่วยอะไรได้บ้าง และกินยังไงถึงจะหายท้องเสียจริงๆ

Activated Charcoal คืออะไร?

ก่อนอื่นต้องเคลียร์ก่อนเลยครับว่า Activated Charcoal หรือ ถ่านกัมมันต์ ที่เรากินเข้าไปเนี่ย ไม่ใช่ถ่านสีดำที่เอาไว้ปิ้งย่างหน้าบ้านนะครับ! แม้มันจะสีดำเหมือนกัน แต่กระบวนการผลิตต่างกันลิบลับ

ถ่านที่ใช้ทำยาจะถูกนำไปผ่านกระบวนการ “กระตุ้น” (Activation) ด้วยก๊าซหรือความร้อนสูงมากๆ จนโครงสร้างภายในมันเกิด “รูพรุน” มหาศาลครับ ถ้าเราเอาถ่านเม็ดเล็กๆ นี้มาแผ่ออก พื้นที่ผิวของมันอาจจะกว้างเท่ากับสนามฟุตบอลเลยทีเดียว! และไอ้เจ้าความพรุนนี่แหละที่เป็นหัวใจสำคัญในการจัดการอาการท้องเสีย

ทำไมต้องกิน ยาแก้ท้องเสีย คาร์บอน? มันทำงานยังไง?

หลายคนเข้าใจผิดว่ากินคาร์บอนแล้วมันจะไป “หยุดถ่าย” ทันทีเหมือนก๊อกน้ำปิด… ความจริงคือไม่ใช่ครับ

หลักการทำงานของ Activated Charcoal คือการ “ดูดซับ” (Adsorption) ครับ ย้ำว่า ดูดซับ (คือการให้สิ่งแปลกปลอมมาเกาะที่ผิว) ไม่ใช่ ดูดซึม นะครับ

  • เมื่อเรากินยาคาร์บอนเข้าไป มันจะเดินทางไปที่ลำไส้
  • มันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องดูดฝุ่น คอยดูดเอา สารพิษ (Toxins), เชื้อแบคทีเรีย, หรือก๊าซ ที่เป็นสาเหตุทำให้เราท้องเสียให้มาเกาะติดอยู่ที่ตัวมัน
  • จากนั้น ร่างกายก็จะขับเอาเจ้าถ่านดำๆ ที่ “จับตัวประกัน” (สารพิษ) ไว้เรียบร้อยแล้ว ออกมาทางการถ่ายอุจจาระครับ

สรุปสั้นๆ:
มันไม่ได้ไปหยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ แต่มันไปกำจัด “ตัวต้นเหตุ” ที่ทำให้ท้องเราปั่นป่วนนั่นเอง

ยาแก้ท้องเสีย

วิธีเลือกซื้อและวิธีกิน Activated Charcoal ให้เห็นผลที่สุด

เวลาไปร้านยา คุณจะเจอทั้งแบบเม็ด (Tablet) และแบบแคปซูล (Capsule) จริงๆ แล้วประสิทธิภาพไม่ต่างกันมากครับ แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ “จังหวะการกิน”

1. กินตอนไหนดี?

ควรทานทันทีที่มีอาการท้องเสียครับ ยิ่งทานเร็วเท่าไหร่ ยิ่งช่วยดูดซับสารพิษได้ไวเท่านั้น โดยปกติผู้ใหญ่จะทานครั้งละ 3-4 เม็ด (ขึ้นอยู่กับปริมาณมิลลิกรัมต่อเม็ดด้วยนะ) ทุกๆ 4-6 ชั่วโมงครับ

2. กินพร้อมอาหารได้ไหม?

“ไม่แนะนำครับ” เพราะคาร์บอนมันซื่อสัตย์เกินไปครับ มันไม่รู้หรอกว่าอันไหนคือสารพิษ อันไหนคือสารอาหาร ถ้าคุณกินพร้อมข้าว มันก็จะไปดูดซับวิตามิน สารอาหารดีๆ ในข้าวมาเก็บไว้ที่ตัวมันหมดเลย ทางที่ดีคือทาน ก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ หลังอาหาร 2 ชั่วโมง ครับ

3. อย่ากินพร้อมยาตัวอื่นเด็ดขาด!

อันนี้เตือนแรงๆ เลยนะ ใครที่มีโรคประจำตัวต้องกินยาความดัน ยาเบาหวาน หรือยาคุมกำเนิด ห้ามกินพร้อมคาร์บอนเด็ดขาด! เพราะคาร์บอนจะไป “ดูดซับยา” เหล่านั้นไว้ ทำให้ยาที่คุณต้องกินประจำไม่ออกฤทธิ์ คราวนี้ล่ะเรื่องใหญ่เลยครับ ควรเว้นระยะห่างจากยาตัวอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นะครับ

เรื่องน่ารู้: ผลข้างเคียงที่ “ไม่ต้องตกใจ”

ถ้าคุณกิน ยาแก้ท้องเสีย คาร์บอน เข้าไป แล้วเช้าวันต่อมาเข้าห้องน้ำพบว่า “อุจจาระเป็นสีดำ”… ยินดีด้วยครับ คุณปกติ

อย่าเพิ่งตกใจนึกว่าลำไส้พังหรือมีเลือดออกในทางเดินอาหารนะครับ มันคือสีของถ่านที่ร่างกายขับออกมานั่นเอง เป็นเรื่องธรรมชาติสุดๆ ครับ แต่ถ้าหยุดกินยาแล้ว 2-3 วันยังมีสีดำอยู่ หรือมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย อันนี้ค่อยไปหาหมอนะ

ท้องเสียแบบไหน “ห้ามกิน” แค่คาร์บอน?

แม้ว่า Activated Charcoal จะดีงามแค่ไหน แต่บางกรณีมันก็เอาไม่อยู่นะครับ ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้ อย่ามัวแต่เคี้ยวคาร์บอนเพลินๆ ให้รีบไปโรงพยาบาลด่วน:

  • ถ่ายเป็นมูกเลือด: อันนี้แปลว่าติดเชื้อรุนแรง ลำไส้อาจจะอักเสบ ต้องใช้ยาปฏิชีวนะครับ
  • มีไข้สูง: ร่างกายกำลังสู้กับเชื้อโรคหนักมาก คาร์บอนช่วยดูดซับได้แค่บางส่วน แต่ฆ่าเชื้อไม่ได้
  • อาเจียนหนักจนกินน้ำไม่ได้: เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำรุนแรง อาจต้องให้น้ำเกลือทางสายยางครับ
  • ท้องเสียนานเกิน 2 วัน: ถ้ากินยาแล้วยังไม่ดีขึ้น แปลว่าไม่ใช่แค่เรื่องอาหารเป็นพิษธรรมดาแล้วล่ะ

การดูแลตัวเองฉบับ “หายไว ไม่เพลีย”

  • จิบ ORS บ่อยๆ: อย่าดื่มรวดเดียวหมดแก้วนะ ให้จิบทีละนิดตลอดวัน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมน้ำและเกลือแร่
  • กินอาหารอ่อน: โจ๊กขาว ข้าวต้ม งดเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ งดของรสจัด และงดนมเด็ดขาด (ช่วงท้องเสีย ลำไส้จะย่อยน้ำตาลในนมไม่ได้ จะยิ่งทำให้ท้องอืดและถ่ายหนักกว่าเดิม)
  • ผ่อนให้พอ: การท้องเสียใช้พลังงานเยอะมากครับ การนอนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

ยาแก้ท้องเสีย คาร์บอน หรือ Activated Charcoal เป็นไอเทมที่ควรมีติดบ้านไว้อย่างยิ่งครับ เพราะมันปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย และช่วยบรรเทาอาการได้จริงโดยการดูดสารพิษออกไปจากร่างกาย

แต่อย่าลืมหัวใจสำคัญคือ “กินให้ถูกเวลา” (ห่างจากยาอื่นและอาหาร) และ “สังเกตอาการ” ตัวเองอยู่เสมอ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น อย่าฝืนครับ หมอคือคำตอบที่ดีที่สุด

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจเจ้าเม็ดดำๆ นี้มากขึ้น และมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ ต่อไปถ้า “ข้าศึกบุก” จะได้รับมือได้อย่างมือโปร

ยาแก้ไอ คันคอ มีเสมหะ เลือกยังไงให้หายขาด ไม่ต้องทนรำคาญ

เคยเป็นไหมครับ? จะพูดจะจาทีไรก็ต้อง “กระแอม” อยู่ในลำคอ จะนอนก็นอนไม่ได้เพราะอาการคันคอระยิบระยับเหมือนมีใครเอาขนไก่มาปั่นไว้ แถมพยายามจะไอออกมาก็เจอเจ้าเสมหะเหนียวๆ ติดหนึบอยู่ที่คอซะอย่างนั้น หรือบางคนเสมหะหมดไปแล้ว เหมือนอาการเริ่มจะดีขึ้น แต่กลับยังมีอาการไอแห้งๆ อยู่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันบั่นทอนคุณภาพชีวิตสุดๆ เลยนะครับ วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยแบบเป็นกันเอง สรุปให้จบในที่เดียวว่าเราควรเลือกซื้อ ยาแก้ไอ คันคอ มีเสมหะ หรือยาแก้ไอแห้งแบบไหนถึงจะตรงจุด และมีเคล็ดลับดูแลตัวเองยังไงให้หายไวๆ แบบไม่ต้องพึ่งยาอย่างเดียว

ทำความเข้าใจก่อน ทำไมเราถึงไอ?

ก่อนจะไปดูเรื่องยา เรามาทำความเข้าใจร่างกายตัวเองนิดนึงครับ การไอจริงๆ แล้วคือ “กลไกการป้องกันตัว” ของร่างกายเรานะ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม ฝุ่นละออง หรือเชื้อโรคเข้ามาในทางเดินหายใจ หรือเมื่อร่างกายสร้างเมือก (เสมหะ) ออกมามากเกินไป ร่างกายก็จะสั่งให้เรา “ไอ” เพื่อขับเอาสิ่งเหล่านั้นออกไปนั่นเอง

แต่ที่มันทรมานคืออาการ “ระคายคอ” ครับ ส่วนใหญ่เกิดจากคอแห้งหรือมีการอักเสบเล็กๆ น้อยๆ พอคันปุ๊บเราก็ไอ พอไอถี่ๆ คอก็ยิ่งอักเสบ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เราไม่หายซะที

ประเภทของ ยาแก้ไอ คันคอ และมีเสมหะ มีแบบไหนบ้าง

เวลาเดินเข้าไปในร้านยา เห็นขวดวางเรียงรายเป็นตับ อย่าเพิ่งหยิบสุ่มๆ นะครับ เพราะยาแก้ไอมีหลายประเภทมาก ถ้าเลือกผิดนอกจากจะไม่หายแล้ว อาจจะยิ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นกว่าเดิมด้วย

1. ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)

ตัวนี้คือพระเอกสำหรับคนที่มีเสมหะเหนียวข้นติดคอครับ หน้าที่ของมันคือไปทำลายโครงสร้างของเสมหะ ให้มัน “เหลว” ขึ้น พอเสมหะเหลวเราก็จะไอออกมาได้ง่ายขึ้นครับ

  • ตัวยาที่คุ้นหู: Acetylcysteine (อะเซทิลซิสเทอีน) ซึ่งรูปแบบที่เป็นผงชงละลายน้ำ (ชนิดซอง) จะได้รับความนิยมที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นยาละลายเสมหะประสิทธิภาพสูงแล้ว ตัวยา Acetylcysteine นี้ยังมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย เนื่องจากตัวยา Acetylcysteine เป็นสารตั้งต้นของกลูตาไธโอนที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้ หรือจะเป็นตัวยา Ambroxol (แอมบรอกซอล) ที่เหมาะกับเสมหะสีเขียวที่มีแนวโน้มจะติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เพราะตัวยาแอมบรอกซอลนี้มีคุณสมบัติในการช่วยเสริมประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียของยาปฏิชีวนะเมื่อรับประทานร่วมกัน
  • เหมาะสำหรับ: คนที่มีเสมหะเยอะๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอตลอดเวลา

ยาแก้ไอ มูโคลิด

2. ยาขับเสมหะ (Expectorants)

ยาประเภทนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำออกมาในทางเดินหายใจมากขึ้น เพื่อไป “เจือจาง” เสมหะที่เหนียวๆ ให้หลุดออกมาง่ายขึ้น

  • ตัวยาที่คุ้นหู ได้แก่ Ammonium Chloride, Sodium Citrate และ Guaifenesin
  • เหมาะสำหรับ: ไอแบบมีเสมหะ และต้องการขับมันออกมา

3. ยาบรรเทาอาการไอ (Cough Suppressants / Antitussives)

ยาประเภทนี้จะไปกดศูนย์สั่งการไอในสมอง ทำให้เราไม่ไอ แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับคนที่มีเสมหะเยอะ ซึ่งกลุ่มยาเหล่านี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

  • ตัวยาที่คุ้นหู ได้แก่ Dextromethorphan, Levodropropizine และ Butamirate Citrate
  • เหมาะสำหรับ: คนที่ไอแห้งๆ (Dry Cough) ไม่มีเสมหะเลย และไอจนนอนไม่ได้เท่านั้น


5 เคล็ด (ไม่) ลับ ดูแลตัวเองเมื่อ คันคอ มีเสมหะ

นอกจากกินยาแล้ว การดูแลตัวเองแบบ “Home Remedy” หรือวิธีธรรมชาติ เป็นอะไรที่ช่วยส่งเสริมกันได้ดีมากครับ บางทีได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบันบางตัวซะอีก

1. ดื่มน้ำอุ่น… คือที่สุด!

ผมไม่ได้พูดเล่นนะ น้ำอุ่นคือ “ยาละลายเสมหะ” ที่ดีที่สุดและถูกที่สุดในโลก การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น ใครที่คันคอแนะนำให้จิบไปเรื่อยๆ ทั้งวันครับ

2. น้ำผึ้งผสมมะนาว (สูตรอมตะ)

  • น้ำผึ้ง: มีฤทธิ์ช่วยเคลือบคอ ลดการอักเสบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • มะนาว: วิตามินซีสูง และกรดในมะนาวช่วยกัดเสมหะได้ดี
  • วิธีทำ: ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ + มะนาวครึ่งซีก จิบตอนตื่นนอนหรือก่อนนอน ช่วยให้คอโล่งขึ้นเยอะเลยครับ

3. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ

ใช้เกลือแกงธรรมดาเนี่ยแหละครับ ประมาณครึ่งช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว แล้วเอามากลั้วคอ (ให้ถึงโคนลิ้นนะ) น้ำเกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรค ลดอาการบวมของเนื้อเยื่อในลำคอ และช่วยล้างเสมหะที่ติดอยู่ให้หลุดไป

4. งดของทอด ของมัน และน้ำเย็น

ข้อนี้ขัดใจสายกินหน่อยนะ แต่ช่วงที่ คันคอ มีเสมหะ ร่างกายเราจะไวต่อสิ่งเร้ามาก ของทอดและของมันจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดเสมหะและอาการอักเสบ ส่วนน้ำเย็นจะทำให้หลอดลมหดตัวและเสมหะเหนียวขึ้น ทนเอาหน่อยครับ หายแล้วค่อยจัดเต็ม!

5. ใช้ยาพ่นคอที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ

เดี๋ยวนี้มีสเปรย์พ่นคอที่ทำจากสารสกัดธรรมชาติเยอะมาก เช่น สารสกัดจากเปลืองมังคุด (Mangosteen Extract), คาโมมายล์ หรือเปปเปอร์มินต์ พวกนี้ช่วยลดอาการคันคอได้ดีมาก แถมยังปลอดภัย ใช้ได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องกังวลเรื่องดื้อยา

เมื่อไหร่ที่ควรไปหาหมอ?

ถึงแม้เราจะหาซื้อ ยาแก้ไอ ลดเสมหะ มาทานเองได้ แต่ถ้าเจอสัญญาณเตือน (Red Flags) เหล่านี้ ผมแนะนำว่าอย่าชะล่าใจครับ รีบไปหาคุณหมอดีกว่า:

  • ไอติดต่อกันนานเกิน 2-3 สัปดาห์ (อาจเป็นสัญญาณของโรคหอบหืด หรือกรดไหลย้อน)
  • เสมหะมีสีเปลี่ยนไป เช่น เป็นสีเขียวเข้ม สีเหลืองจัด หรือมีเลือดปน
  • มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี๊ด
  • มีไข้สูงร่วมด้วย
  • เจ็บหน้าอกเวลาไอ

 


อาการไอและมีเสมหะ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนครับ แค่เราเข้าใจว่าอาการของเราเป็นแบบไหน เลือกยาให้ตรงกับอาการ (ละลายเสมหะ vs ขับเสมหะ) และที่สำคัญที่สุดคือ “ดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อน”

จำไว้นะครับว่า ร่างกายเราเก่งมาก เขากำลังพยายามรักษาตัวเองอยู่ เราแค่ช่วยสนับสนุนด้วยการเลือกสิ่งดีๆ ยาแก้ไอ คันคอ มีเสมหะ เข้าไปช่วยเสริมทัพ เพื่อให้หายจากอาการ ได้ไวๆ กลับมาคุยเก่ง หัวเราะเสียงดังได้เหมือนเดิมนะครับ ด้วยความหวังดีจากเกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า

ข้อมูลนี้เป็นการให้ความรู้เบื้องต้น หากคุณมีโรคประจำตัวหรือกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนซื้อยาทุกครั้งนะครับ ด้วยความห่วงใยครับ

ยาแก้ท้องเสีย

ท้องเสีย ท้องอืด เรื่องกวนใจที่แก้ได้ด้วย ยาแก้ท้องเสีย “Activated Charcoal”

อาการท้องเสีย ท้องอืด หรือมีลมในกระเพาะอาหาร เป็นปัญหาทางเดินอาหารพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผลจากการทานอาหารไม่สะอาด (อาหารเป็นพิษ) การเปลี่ยนสถานที่เดินทาง หรือแม้แต่ความเครียด ซึ่งอาการเหล่านี้หากไม่รีบดูแล อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและเสียสมดุลได้ ก่อนจะเลือกใช้ ยาแก้ท้องเสีย จึงต้องเข้าใจถึงสาเหตุกันก่อน

1. ทำความรู้จักกับอาการ “ท้องเสีย” และ “ท้องอืด”

  • อาการท้องเสีย (Diarrhea): มักเกิดจากการที่ลำไส้ติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสจากอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ทำให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติและขับของเสียออกมาในลักษณะเหลว
  • อาการท้องอืด (Bloating/Flatulence): เกิดจากก๊าซส่วนเกินในระบบย่อยอาหาร ซึ่งอาจมาจากกระบวนการย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์ หรือการที่เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ทำปฏิกิริยากับสารพิษจากอาหารที่ตกค้าง

2. Activated Charcoal คืออะไร?
Activated Charcoal (หรือที่เรียกกันติดปากว่า Carbon) ไม่ใช่ถ่านหุงต้มทั่วไป แต่เป็น “ถ่านกัมมันต์” ที่ผ่านกระบวนการกระตุ้นด้วยความร้อนสูงจนเกิดรูพรุนมหาศาล ซึ่งรูพรุนเหล่านี้มีคุณสมบัติในการ “ดูดซับ” (Adsorption) สารพิษ สารเคมี และก๊าซในทางเดินอาหาร

3. กลไกการทำงาน: ตัวช่วยดูดซับสารที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย และก๊ดูดซับก๊าซเพื่อบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ
เมื่อเรารับประทาน Activated Charcoal เข้าไป ตัวยาจะทำงานเสมือน “แม่เหล็ก” ในระบบทางเดินอาหาร:

  • สำหรับอาการท้องเสีย: ยาจะเข้าไปดูดซับสารพิษ (Toxins) ที่แบคทีเรียปล่อยออกมา รวมถึงเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย แล้วขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ
  • สำหรับอาการท้องอืด: ยาจะช่วยดูดซับก๊าซส่วนเกินที่ทำให้เรารู้สึกแน่นท้อง ช่วยลดอาการพะอืดพะอมและอาการท้องเฟ้อได้

4. ข้อควรรู้ในการใช้ Activated Charcoal เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ทานทันทีเมื่อมีอาการ: ยิ่งทานเร็วเท่าไหร่ ยิ่งช่วยดูดซับสารพิษก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมเข้าไปได้มากขึ้น
  • เว้นระยะห่างจากยาอื่น: เนื่องจาก Charcoal มีพลังในการดูดซับสูง หากคุณทานยาโรคประจำตัว ควรทานห่างจากการทาน Charcoal อย่างน้อย 2 ชม. เพื่อป้องกันไม่ให้ Charcoal ไปดูดซับตัวยาสำคัญเหล่านั้น
  • สังเกตสีอุจจาระ: หลังจากทานยา อุจจาระจะมีสีดำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของตัวยาถ่าน ไม่เป็นอันตราย

5. สิ่งที่ควรทำควบคู่กันเมื่อท้องเสีย:

  • จิบเกลือแร่ (ORS): เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ทานอาหารอ่อน: เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม งดนมและอาหารรสจัด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูระบบขับถ่ายให้กลับมาเป็นปกติ

การมี Activated Charcoal ติดบ้านหรือพกติดตัวเวลาเดินทาง (Traveler’s Diarrhea) จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ช่วยจัดการที่ต้นเหตุของอาการคือ “สารพิษและก๊าซ” เพราะเรื่องท้องเสียรอไม่ได้ เพื่อช่วยให้คุณรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทันที

ยาแก้ท้องเสีย ca-r-bon

รับมืออาการท้องเสียอย่างตรงจุด คืนความสมดุลให้ลำไส้ด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

อาการถ่ายท้องผิดปกติเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผลจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด สภาวะอาหารเป็นพิษ หรือการแพ้อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและขาดน้ำ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยระงับอาการอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะตามมา หากไม่รีบดูแลอย่างถูกวิธี

คุณสมบัติหลักในการดูแลอาการและฟื้นฟูระบบขับถ่าย

เมื่อเกิดอาการถ่ายเหลวหรือมีอาการถ่ายผิดปกติ การเลือกใช้ตัวยาที่เหมาะสมไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่หยุดการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการดูแลในหลายมิติ ดังนี้:

  • บรรเทาอาการถ่ายเหลว: ช่วยลดความถี่ในการเข้าห้องน้ำและปรับความเข้มข้นของอุจจาระให้กลับมาเป็นปกติ รวมถึงลดการสูญเสียน้ำในร่างกายจากการขับถ่ายได้อีกด้วย
  • ลดอาการปวดท้องและมวนท้อง: ช่วยบรรเทาการบีบตัวที่รุนแรงของลำไส้ ลดความรู้สึกไม่สบายท้องและอาการท้องอืดที่มักเกิดร่วมกับการถ่ายท้อง
  • ฟื้นฟูสมดุลลำไส้: นวัตกรรมในปัจจุบันมักมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร ซึ่งควรมีอยู่ในลำไส้ตามธรรมชาติ แต่สูญเสียไปในขณะขับถ่ายตอนท้องเสีย ทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและ ยาแก้ท้องเสีย ในชีวิตประจำวัน

สำหรับอาการท้องเสียทั่วไปที่ไม่รุนแรง การมี ยาบรรเทาอาการท้องเสีย คุณภาพดีติดบ้านหรือพกพาไว้จะช่วยให้คุณรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นใจ ผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้ ใช้ง่าย มีทั้งรูปแบบเม็ด ผงถ่าน หรือรูปแบบน้ำ เพื่อให้เหมาะสมกับความสะดวกของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม การดูแลตนเองควรทำควบคู่ไปกับการดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง หรือมีไข้สูงและถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อการดูแลสุขภาพลำไส้ของคุณให้แข็งแรง พร้อมกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกกิจกรรม

Sore Throat SOS: ไอเทมลับฉบับตัวแม่ เจ็บคอ-ระคายคอ ยาแก้เจ็บคอ ตัวไหนเอาอยู่

อาการผิดปกติในช่องปากและลำคอเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยมีสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อแบคทีเรีย มลภาวะ ไปจนถึงการที่มีภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอ และส่งผลกระทบต่อการสื่อสารและคุณภาพชีวิต ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ ยาแก้เจ็บคอ แก้อาการระคายคอ ให้ตรงกับสาเหตุของโรคหรืออาการ

อาการเจ็บคอโดยทั่วไปมีหลายสาเหตุ ดังนี้

  • ถ้ามีอาการ เจ็บคอ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส (Infectious Pharyngitis)
    ส่วนใหญ่ของอาการเจ็บคอ (ประมาณ 70-90%) เกิดจากเชื้อไวรัส และส่วนน้อยเกิดจากแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pyogenes เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำคอจะเกิดการแบ่งตัวและสร้างสารพิษ ดังนั้นการเลือกลูกอมบรรเทาอาการเจ็บคอ หรือสูตร OTC ที่มีส่วนประกอบของตัวยา 2,4-Dichlorobenzyl alcohol และ Amylmetacresol จะทำงานร่วมกันแบบ Synergistic effect เพื่อทำลายผนังเซลล์ของเชื้อจุลชีพ (Antiseptic action) ช่วยลดความรุนแรงของอาการอักเสบและลดอาการเจ็บคอได้
  • หากเกิดอาการระคายเคืองคอ เช่น จากการใช้เสียง การตะโกน การสูดดมฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งทำให้เยื่อบุลำคอแห้งและเกิดแผลขนาดเล็กได้ ควรเลือก ยาแก้เจ็บคอ หรือลูกอมที่มีส่วนผสมของเมนทอล (Menthol) หรือสูตร Throat Mint เพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ซึ่งเมนทอลมีคุณสมบัติเป็นยาชาอย่างอ่อน (Mild local anesthetic) และมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับความรู้สึกเย็น (TRPM8 receptors) จะช่วย “หลอก” เส้นประสาทให้ลดความรู้สึกเจ็บปวดและระคายเคืองได้

………………………เลือกเม็ดอมที่ใช่ เจ็บคอ-ระคายคอ เอาอยู่ ……………………….

ดูแลสุขภาพลำคอให้สดใส บรรเทาอาการเจ็บคอและระคายเคืองคออย่างตรงจุด

ในแต่ละวัน ลำคอของเราต้องเผชิญกับมลภาวะ ฝุ่นควัน และเชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในอากาศ รวมถึงการใช้เสียงอย่างหนักและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองจนนำไปสู่ความรู้สึกไม่สบายตัว เป็นอาการที่เรื้อรังและสร้างความลำบากในการใช้ชีวิต การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ยาแก้เจ็บคอ ดูแลลำคอที่ได้มาตรฐานจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและยิ้มได้กว้างอีกครั้ง

คุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูและปกป้องลำคอ

เมื่อมีอาการเจ็บป่วยบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น การมองหาตัวช่วยที่ตอบโจทย์จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้อาการลุกลาม โดยประสิทธิภาพหลักที่ควรมี ได้แก่:

  • บรรเทาอาการเจ็บคอและคออักเสบ: ช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่เกิดจากการติดเชื้อหรือการใช้เสียงมากเกินไป ช่วยให้ความรู้สึกเจ็บแปลบเบาบางลง
  • ลดอาการระคายคอ: จัดการกับความรู้สึกคันคอหรือเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ข้างใน ซึ่งมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องกระแอมบ่อยๆ จนเสียบุคลิกภาพ
  • ช่วยให้ชุ่มคอ: เติมความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุลำคอ ลดความแห้งผาก ทำให้คุณสามารถ พูดและกลืนได้สบาย มากยิ่งขึ้น

ยาอมแก้เจ็บคอ ดูแลลำคอได้ทุกวัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นวัตกรรมในปัจจุบันทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ เหมาะสำหรับดูแลลำคอในทุกวัน มักมาในรูปแบบ ยาแก้เจ็บคอ ที่พกพาสะดวก ไม่ว่าจะเป็นยาอมที่ละลายช้าๆ เพื่อเคลือบลำคอ บางคนอาจจะกังวลว่าจะมีรสชาติแย่ แต่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรสชาติ มีความหวาน อร่อย จึงทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น หรือสเปรย์พ่นคอที่เข้าถึงจุดที่อักเสบได้ทันที ช่วยลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอนาน และสะดวกในการพกพาติดตัวไปด้วย สำหรับคนที่ต้องใช้เสียงเป็นประจำ

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเริ่มรู้สึกไม่สบายคอ นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์แก้เจ็บคอแล้ว ควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องในปริมาณที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือของทอด และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

หากคุณกำลังมองหาวิธีจัดการกับความรู้สึกไม่สบายลำคอ ระคายคอ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติหรือตัวยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์อย่างอ่อน จะช่วยให้ลำคอของคุณได้รับการปกป้องและฟื้นฟูอย่างอ่อนโยน พร้อมรับมือกับทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ ตัวช่วยป้องกันฟันผุของลูกน้อย

ปัญหาฟันผุของลูกน้อย…เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจพ่อ แม่ ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุหลักของฟันผุในเด็กมักเกิดจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เช่น การให้เด็กรับประทานขนม หรือดื่มนมที่มีรสหวานเป็นประจำ หรือการละเลยการดูแลสุขภาพช่องปาก ไม่ได้มีการแปรงฟัน หรือทำความสะอาดช่องปากอย่างเหมาะสม ซึ่งปัญหาฟันผุในเด็กส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปาก รวมไปถึงสุขภาพร่างกายของลูกน้อยในอนาคตได้ เพราะการมีฟันผุอาจจะทำให้เด็กรับประทานอาหารได้ไม่สะดวก ไม่สามารถใช้ฟันกัดหรือเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ เกิดภาวะขาดสารอาหารและในระยะยาวอาจส่งผลต่อการพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญาได้

ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง นอกจากการรักษาสุขภาพช่องปากด้วยการแปรงฟันอย่างวิธีแล้ว การใช้น้ำยาบ้วนปากอยากสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย จะทำให้สามารถดูแลสุขภาพเหงือกและฟันได้ครอบคลุม แม้จุดที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง

ประโยชน์ของน้ำยาบ้วนปากสำหรับลูกน้อย

  • ลดกลิ่นปาก : เมื่อใช้น้ำยาบ้วนปากร่วมกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธี จะทำให้ลูกน้อยมีลมหายใจที่หอมสดชื่น ลดกลิ่นปากได้
  • เสริมความแข็งแรงของฟัน : การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ โดยฟลูออไรด์ในน้ำยาบ้วนปากจะดูดซึมลงส่งผิวเคลือบฟัน และช่วยทำให้ผิวฟันแข็งแรงขึ้น ป้องกันการสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดฟันผุ โดยมีการศึกษาที่เปรียบเทียบกลุ่มเด็กนักเรียนที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ และกลุ่มเด็กที่ไม่ได้ใช้น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ พบว่า การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ทำให้เกิดโพรงฟันผุลดลงมากกว่า 50 %
  • ทำให้ช่องปากสะอาดยิ่งขึ้น : เนื่องจากเด็กเล็กอาจยังไม่สามารถแปรงฟันได้อย่างถูกต้อง รวมถึงยังไม่สามารถโฟกัสการแปรงฟันได้อย่างเต็มที่ ทำให้การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์จึงมีส่วนช่วยในการทำให้ช่องปากของลูกน้อยสะอาดยิ่งขึ้น

วิธีการใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างปลอดภัยสำหรับลูกน้อย

น้ำยาบ้วนปาก เหมาะกับเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีความเข้าใจและสามารถใช้น้ำยาบ้วนปากได้อย่างถูกต้อง แนะนำให้แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดฟันก่อน และค่อยใช้น้ำยาบ้วนปาก เวลาใช้ควรกลั้วให้ทั่วปากแล้วอมทิ้งไว้ประมาณ 30-60 วินาที เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องบ้วนน้ำเปล่าตามหลังการใช้น้ำยาบ้วนปาก ห้ามกลืนน้ำยาบ้วนปากเนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายได้ สามารถใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น ปริมาณการใช้น้ำยาบ้วนปากขึ้นกับชนิดและยี่ห้อของผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก

คำแนะนำการเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างเหมาะสมกับลูกน้อย

  1. มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพราะฟลูออไรด์มีประโยชน์ต่อเหงือกและฟันของเด็ก
  2. สูตรปราศจากแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก และทำให้รู้สึกแสบร้อนขณะบ้วนปากได้
  3. สูตรปราศจากน้ำตาล เพื่อให้เกิดการป้องกันฟันผุอย่างได้ผล
  4. เป็นสูตรสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีความเข้มข้นน้อยกว่า และมีรสชาติที่น่าพึงพอใจมากกว่าน้ำยาบ้วนปากสำหรับผู้ใหญ่

ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ Myfluoride Mybacin Junior เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้ในเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีปริมาณฟลูออไรด์ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลและแอลกอฮอล์ สามารถให้ลูกน้อยใช้ได้อย่างปลอดภัย โดยจะมี 2 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ รสส้ม และ รสสตอเบอรี่ บ้วนง่าย สบายปาก ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง และสามารถใช้งานได้ทุกวัน ซึ่งเมื่อเราเลือกน้ำยาบ้วนปากที่เหมาะสมแล้ว พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ก็ควรให้การแนะนำและดูแลบุตรหลานในการใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการป้องกันฟันผุ และปลอดภัยไม่เกิดอันตรายสำหรับเด็ก

อ้างอิง
1. ชมรมรอยโรคช่องปากแห่งประเทศไทย. (2022). ประเภทของน้ำยาบ้วนปาก
2. 10 น้ำยาบ้วนปากเด็ก ยี่ห้อไหนดี ช่วยป้องกันฟันผุ อ่อนโยนต่อฟัน และเหงือก
3. Is mouthwash safe for children? Kids Smiles Pediatric Dentistry

กล้วยดิบรักษากรดไหลย้อนได้จริงหรือ?

กล้วย..เป็นผลไม้ที่มีทั้งความอร่อยและประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ตั้งแต่ผลดิบไปจนถึงสุกงอม ต่างให้สารอาหารและประโยชน์ในการรักษาโรคมากมาย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าดิบ ที่มีสารสำคัญต่างๆ ที่ช่วยในการรักษาโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน และอาการท้องเสีย ซึ่งเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ

กล้วยดิบสามารถรักษากรดไหลย้อนได้จริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration) หรือ อย. ซึ่งได้มีการตีพิมพ์บทความผ่าน เช็ค ชัวร์ แชร์ ในเรื่องกล้วยดิบแก้กรดไหลย้อนได้จริงหรือ พบว่า ในกล้วยดิบมีสารสำคัญ ได้แก่ สารแทนนิน และสารซิโตอินโดไซต์ ซึ่งมีผลช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน โดยสารแทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเสียได้ สารซิโตอินโดไซต์ และสารลิวโคไซยานิดินส์ มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และในงานสาธารณสุขมูลฐาน ยังได้มีการใช้กล้วยน้ำว้าดิบในการบรรเทาอาการท้องเสีย อาการปวดท้องจุกเสียดอีกด้วย แต่ต้องมีการใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาในเรื่องผลข้างเคียงระยะยาว ควรมีการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

สำหรับการรักษาโรคกรดไหลย้อน นอกจากการใช้ยา หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว การปรับพฤติกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บรรลุผลการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยควรปรับพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้มากยิ่งขึ้น ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ชา กาแฟ น้ำอัดลม หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รับประทานอาหารให้ตรงเวลา หรือแบ่งจำนวนมื้ออาหารให้ถี่ขึ้น และลดปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อลง เพื่อไม่ให้กระเพาะาอาหารหลั่งกรดมากเกินไป และไม่ควรนอนราบทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร

ประโยชน์อื่น ๆ จากผงกล้วยดิบ

ผงกล้วยดิบนอกจากจะสามารถรักษาโรคกรดไหลย้อนและแผลในกระเพาะอาหารได้แล้ว ผงกล้วยดิบยังสามารถรักษาอาการท้องเสียได้อีกด้วย เนื่องจากในกล้วยดิบมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยลดอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ในกล้วยยังมี Prebiotic ที่ช่วยปรับสมดุลของลำไส้ทำให้บรรเทาอาการท้องผูกได้อีกด้วย

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากกล้วยดิบ

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นผงกล้วยดิบวางขายในท้องตลาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบผงชงน้ำ และรูปแบบอัดเม็ดที่จะเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน และพกพาง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยที่สำคัญต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผงกล้วยดิบ ควรพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตและการบรรจุที่ได้รับมาตรฐาน ปราศจากสารปนเปื้อน เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลและมีความชื้นสูง เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราได้ง่าย หากกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐานที่เพียงพอ อาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อรา สิ่งสกปรก หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ระหว่างการผลิตได้ ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากผงกล้วยดิบ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทผู้ผลิตที่มีทั้งคุณภาพและการผลิตที่ได้มาตรฐานที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยในการใช้ และได้รับผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง
1. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
2. อาการเสี่ยง กรดไหลย้อน ! ที่ต้องรู้

5 สิ่งจำเป็นควรพกติดตัว

 5  สิ่งจำเป็นในช่วงไวรัสระบาด

เมื่อเราต้องกลับมาใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติ อะไรบ้างที่เราควรปฏิบัติหรือต้องมีพกติดกระเป๋าไว้เมื่อออกนอกบ้านในช่วงไวรัสระบาดแบบนี้ ไปดูกันเลย

1. หน้ากากอนามัย 

นอกจากจะต้องใส่แล้ว แนะนำให้พกสำรองไว้ในกระเป๋าอย่างน้อย 1 ชิ้น เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น หน้ากากหล่นพื้น หน้ากากเปื้อนหรือเปียกชื้น โดยในช่วงที่เริ่มมีโควิดสายพันธุ์เดลต้าพลัส คุณหมอแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น (ด้านในเป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หรือ Surgical mask และด้านนอกเป็น หน้ากากแบบผ้า) ด้วยหน้ากากอนามัยสารสกัดจากเปลือกมังคุด

  • สามารถกรองอนุภาคฝุ่นละอองและอนุภาคแบคทีเรียขนาด 1-3 ไมครอน ได้มากกว่า 98%

  • สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคระบบทางเดินหายใจ

  • แผ่นกรอง มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัส H5N1

2.  อาหารเสริม

วิตามินซีสร้างภูมิคุ้มกันสามารถต้านโรคไข้หวัดชนิดต่างๆ ได้ วิตามินซีที่มีประโยชน์ในเรื่องของลดความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย และเสริมสร้างความต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่จบโจทย์ทุกสุขภาพ

3. สเปรย์พ่นคอ

วิตามินซีสร้างภูมิคุ้มกันสามารถต้านโรคไข้หวัดชนิดต่างๆ ได้ วิตามินซีที่มีประโยชน์ในเรื่องของลดความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย และเสริมสร้างความต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย มายบาซิน สเปรย์พ่นคอ 

4. ลูกอม Zinc

วิตามินซีสร้างภูมิคุ้มกันสามารถต้านโรคไข้หวัดชนิดต่างๆ ได้ วิตามินซีที่มีประโยชน์ในเรื่องของลดความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย และเสริมสร้างความต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกายเม็ดอมผสมซิงค์หลากหลายรสชาติ

5. แอลกอฮอล์

สเปรย์แอลกอฮอลล์และเจลแอลกอฮอลล์ที่สามารถใช้ทำความสะอาดมือ ควรมีความเข้มข้นปริมาตรอยู่ที่ 70% ขึ้นไป ซึ่งสามารถใช้ยับยั้งเชื้อโรคและไวรัสได้ดี เป็นของที่แนะนำให้พกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะสะดวกและหยิบขึ้นมาใช้เมื่อไรก็ได้ มีให้เลือกใช้ทั้งแบบสเปรย์และแบบเจล เพราะมือของเราเป็นสิ่งที่นำพาเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายที่สุด แนะนำให้หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย Mybacin Alcohol Cleansing และสินค้าเพิ่มเติมอื่นๆ

ติดตามได้ที่ Greater Pharma Shop

มารู้จัก เบต้ากลูแคน ผู้ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน

           ช่วงนี้เราคงได้ยินคำว่า เบต้ากลูแคน กันอยู่บ่อย ๆ วันนี้เรามาทำความรู้จักเบต้ากลูแคนกัน โดยทั่วไปสามารถพบได้ในพืชที่เป็นธัญพืชอย่าง ข้าวโอ๊ต บาร์เลย์ และรำข้าว รวมไปถึงเชื้อราอย่างเห็ดและยีสต์ โดยการสกัดมาจากผนังเซลล์ของพืชเหล่านี้ ในส่วนของธัญพืชจะเป็นใยอาหารแบบละลายน้ำได้ และแบบที่สกัดมาจากเชื้อราจะเป็นแบบละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งเบต้ากลูแคนเป็นสารอาหารที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างเองได้ ปัจจุบันจึงมีการผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของเบต้ากลูแคนออกมาอย่างแพร่หลาย แล้วมันมีประโยชน์อย่างไร…

 

เบต้ากลูแคน เหมาะกับใคร ?

หากเราได้รับประโยชน์จากอาหารครบ 5 หมู่และออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ ก็อาจจะนับได้ว่าเพียงพอกับความต้องการของร่างกายแล้ว แต่ใช่ว่าผู้ที่รับประทานอาหารครบและออกกำลังกายทุกคนจะมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดีเสมอไป หรือถ้าหากคุณไม่มีเวลาออกกำลังกาย การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเบต้ากลูแคนเข้ามาช่วยก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย สำหรับคนวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ใช้เวลาหน้าจอคอมนาน ๆ เบต้ากลูแคนช่วยป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมได้ และยังช่วยฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ลดความเครียดและไมเกรน บางคนที่เป็นภูมิแพ้สามารถช่วยลดการกระตุ้นอาการภูมิแพ้ได้ ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับที่พอดี ในผู้ป่วยเบาหวานและคอเรสเตอรอลในเลือดสูง จะช่วยเรื่องระบบหมุนเวียนเลือด ปรับลดระดับความต้องการอินซูลลินของร่างกาย และลดคอเรสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย ในบางงานวิจัยพบว่าเบต้ากลูแคนสามารถช่วยต้านมะเร็งได้อีกด้วย

 

ประโยชน์จากเบต้ากลูแคนที่ควรรู้

  1. ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แก้อาการภูมิแพ้และป้องกันโรคภูมิแพ้ตัวเอง ปรับระบบเม็ดเลือดขาวให้ทำงานเต็มที่ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

  2. ช่วยชะลอวัยต่อต้านอนุมูลอิสระ การพบเจอสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในชีวิตประจำวัน ทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอ แสงแดด ความเครียด อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นการสร้าง อีลาสติน คอลลาเจนและไฮยาลูโรนิค ซึ่งเป็นนตัวช่วยในการชะลอริ้วรอย ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่นมากขึ้น

  3. ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยการเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สามารถช่วยป้องกันเซลล์แปลกปลอมและต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

  4. ช่วยปรับปรุงสุขภาพลำไส้ เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ โดยการกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ (probiotics) ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารและปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร

  5. ช่วยลดความดันโลหิต การทานเบต้ากลูแคนยังมีผลในการช่วยลดความดันโลหิต โดยการช่วยในการขยายหลอดเลือดและเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

  6. การลดการอักเสบ เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น โรคข้ออักเสบ และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง

สิ่งที่ควรระวังหากทานเบต้ากลูแคน

  • ผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรควรใช้อย่างระมัดระวังและปรึกษาแพทย์ก่อนเนื่องจากอาจเกิดผลกระทบกับเด็กในครรภ์ได้

  • เบต้ากลูแคนสามารถทานร่วมกับยาได้ทุกชนิดยกเว้นในผู้ปลุกถ่ายอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิ

  • สารสกัดจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดหากทานร่วมกับเบต้ากลูแคนอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง เช่น ขมิ้น และเมล็ดองุ่น (Grapeseed)

  • ผู้แพ้น้ำมันปลาและอาหารทะเล ไม่ควรทานเบต้ากลูแคนที่เป็นสารสกัดจากปลาทะเลหรือสูตรที่มีการผสมน้ำมันปลา

 

    โดยรวมแล้ว เบต้ากลูแคนถือเป็นใยอาหารที่มีสารอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ การเสริมภูมิคุ้มกัน และการปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดหากทานอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี ปลอดภัยจากโรคต่าง ๆ ได้ ถือเป็นตัวเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คุ้มค่ากับการหาซื้อมาทานในอนาคต